ได้เวลา น้ำเงี้ยว !

ในฐานะที่เป็นเด็กเชียงราย ผมเติบโตมากับการกินน้ำเงี้ยวแทบจะทุกสัปดาห์ จำได้ว่าสมัยก่อนน้ำเงี้ยวป้าสุขอยู่ใกล้บ้าน เดินไปกินได้ ตอนนั้นป้าสุขทำน้ำเงี้ยวเอง ชามละ 5 บาท กลิ่นของน้ำเงี้ยวจะหอมมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนอาหารชนิดใดใด พอโตมาแล้วไปเรียนต่อที่กรุงเทพและทำงานเมื่อไหร่ก็ตามที่กลับบ้านก็จะต้องกลับมากินน้ำเงี้ยวสุขเสมอ จนตอนนี้น้ำเงี้ยวป้าสุขโด่งดังระดับประเทศไปแล้ว

พอแต่งงานแล้วย้ายมาอยู่บ้านของตัวเองที่ห่างออกไปจากถนนสันโค้งน้อย ไปอยู่แถวสนามกีฬากลางจังหวัดเชียงราย ก็ต้องมามาหาน้ำเงี้ยวอร่อยอร่อยในระบบนิเวศน์ใกล้บ้านนี่แหละ อย่างน้อยก็มีอยู่ 3 ร้าน จนเริ่มเข้าใจแล้วแหละว่าเกือบทุกถนนของจังหวัดเชียงรายจะมีร้านน้ำเงี้ยว จนน่าจะ เรียกได้ว่าเป็นเมืองหลวงแห่งน้ำเงี้ยวก็ว่าได้ น้ำเงี้ยวของจังหวัดเชียงรายเข้มข้นหากเทียบกับน้ำเงี้ยวในจังหวัดอื่นๆของภาคเหนือ

เด็กเด็กที่บ้านโมโม่ มุกมิกค่อยๆพัฒนารสนิยมการกินอาหารเหนือ น้ำเงี้ยวถือว่าเป็นอาหารอย่างแรกที่พวกเขาชอบกัน โดยเฉพาะมุกสามารถเงี้ยวได้ทุกอาทิตย์ ถ้าซื้อมาเก็บไว้ในตู้เย็น อีกวันนึงมันจะหายไปเอง

ต้องยอมรับว่าไม่เคยคิดจะทำน้ำเงี้ยวกินเอง กลัวจะสู้ความอร่อยของร้านต่างๆหรือที่บ้าน ที่แม่น้าที่มีฝีมือกันมากไม่ได้ แต่ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าหาญโดยเฉพาะหลังยุคโควิด ชักชวนให้แม่บ้าน (ป้าหล้า) สอนให้ทำ ข้อดีของการทำเองคือสามารถเลือกหมูที่มีคุณภาพ โดยใช้ซี่โครงหมูอ่อน ที่พอตุ๋นแล้วนุ่มและกรอบ เลือกมะเขือเทศหลากหลายพันธุ์โดยเฉพาะลูกเล็กๆที่มีความอร่อยกลมกล่อม สามารถใส่เลือดหมูได้เพราะมีความนุ่มมากกว่าเลือดไก่ ใส่เกลือชมพูที่มีราคาแพงหน่อยแต่สารอาหารเหมาะสมกับสุขภาพ ดอกงิ้วที่แช่น้ำและต้มให้เปื่อยก็จะละลายในปาก

ขอให้น้ำเงี้ยวจงเจริญ!